29 เมษายน 2026

chiangraitodaynews

chiangraitodaynews

My Story @ Nui Pratoonum Ep.3 เป็นนักขายที่หนีไม่พ้นเรื่อง “หนังสือ” ก่อนเริ่มต้นเป็น “นักอยากจะเขียน” จบเทพศิรินทร์เอ็นฯหมอ 2 อันดับร่วง ไปเป็นลูกพ่อขุนฯเลือดน้ำเงิน-ทอง “ล้มเหลว แต่ไม่ล้มเลิก” เส้นทางไปต่อ ทำงานหาเงินเรียนรามฯก่อนเป็นนักเขียน

***ในช่วงระหว่างเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป. 6-ป.7 ที่โรงเรียนกัลยานุเคราะห์ในซอยงามดูพลี ทุ่งมหาเมฆ กทม. ซึ่งต้องถือว่าย่านนี้เป็นย่านของตระกูลดัง “ณ ป้อมเพชร” ซึ่งเป็นนามสกุลเดิมของ “อ.ปราศรัย พนมยงค์” เจ้าของ “โรงเรียนกัลยานุเคราะห์” ที่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ศึกษาเล่าเรียนชั้นประถมถึงมัธยมต้นอยู่ที่นี่ จึงเป็นย่านชุมชนใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ภายในซอยที่ลึกประมาณสัก 300 เมตร เกือบปลายๆซอยเป็นที่ตั้งของโรงแรมมาเลเซีย โรงแรมดังระดับ 5 ดาวของสมัยนั้น มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ส่วนใหญ่เป็น”ฝรั่ง” มาเช่าห้องพักอยู่มาก เป็นโรงแรมเพียงไม่กี่โรงแรมในสมัยนั้นที่มีสระว่ายน้ำอยู่ภายในโรงแรม วันดีคืนดีจะมีฝรั่งนุ่งชุดบิกินี่ออกมาเดินไปเดินมาอยู่ในซอยบนถนนใกล้โรงแรม เป็นเป้าสายตาของผู้คนแถวนั้นไม่เว้นแม้แต่เด็กนักเรียน จนทางโรงเรียนต้องขอร้องให้ทางโรงแรมช่วยเข้มงวดแหม่มฝรั่งไม่ให้แต่งชุดนุ่งน้อยห่มน้อยออกมาเดินเพ่นพ่านบนถนนซอย เพราะมีโรงเรียนตั้งอยู่ใกล้โรงแรมห่างกันไม่ถึง 100 เมตร “หนุ่ย ประตูน้ำ” เอง ก็ยังแอบเห็นแหม่มฝรั่งออกมาเดินโทงๆแบบตั้งใจดูอยู่บ่อยครั้ง เป็นความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ ที่ไม่มีเจตนา “เรทเอ็กซ์” แต่ประการใด

***ที่ปากซอยงามดูพลียังมีภัตตาคารที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัย พ.ศ.2510-2520 ชื่อ “ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ” อาหารเลื่องชื่อคือ “ไก่ย่างจันทร์เพ็ญ” ฝั่งตรงข้ามซอยงามดูพลีเป็นตั้งของชุมชนหนาแน่นที่เรียกว่า “ชุมชนบ่อนไก่” ที่เดิมเคยเป็นบ่อนไก่ชนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ยกเลิกบ่อนไก่ชนนี้เสีย ชุมชนตรงนี้เลยได้ชื่อว่า “ชุมชนบ่อนไก่” ปัจจุบันมีอาคารของการคหะแห่งชาติสร้างให้ประชาชนในสลัมแออัดย้ายเข้ามาอยู่อาศัยกันหมดแล้ว ที่นี่ยังมีโรงเรียนเด็กเล็กระดับชั้นประถมอยู่ 1 โรงเรียนชื่อ โรงเรียนปลูกจิตร จากปากทางเข้าชุมชนบ่อนไก่ไปประมาณ 100 เมตร จะมีร้านก๋วยเตี๋ยวแกงอิสลาม ที่คนแถวนั้นเรียกกันติดปากว่า “ก๋วยเตี๋ยวแขก” บังเจ้าของร้านอายุสัก 30 กว่าๆ จะหาบหม้อก๋วยเตี๋ยวตั้งอยู่บนเตาอั้งโล่ กับตู้ใส่ชาม ช้อน ตะเกียบ มาตั้งขายตรงสามแยก เป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว ทั้งเนื้อสด เนื้อเปื่อย ลูกชิ้น เส้นก๋วยเตี๋ยวมีเพียงเส้นเล็กอย่างเดียวไม่ต้องเลือก น้ำแกงก๋วยเตี๋ยวเป็นน้ำแกงกะทิเครื่องแกงใส่ขมิ้นอย่างแกงกระหรี่อิสลามทั่วไป ขายชามละ 5 บาท ขนาดประมาณถ้วยตราไก่ขนาดกลาง ถ้ามีเด็กๆมากินแกก็จะขายแค่ชามละ 3 บาท นักเรียนแถวนั้นทั้งบ่อนไก่ทั้งซอยงามดูพลีจะแวะมากินกันมากโขตอนเย็นๆก่อนกลับบ้าน ที่ย่านบ่อนไก่นี้ยังมีร้านข้าวต้มโต้รุ่งขายกันเป็นล่ำเป็นสันอีกด้วย เข้าไปหลังชุมชนบ่อนไก่เป็นชุมชนบ้านพักทหารกรมสื่อสารทหารบก สถานีวิทยุ วปถ.8 “หนุ่ย ประตูน้ำ” หลังเลิกเรียนก่อนกลับบ้านก็จะมาทะเหลทะไหลอยู่แถวนี้ เป็นขาประจำก๋วยเตี๋ยวแขก และไปเที่ยวบ้านเพื่อนในกรมทหารสื่อสารอยู่บ่อยครั้ง

***ในซอยงามดูพลีเข้าไปสุดซอยยังเป็นที่ตั้งของกองทหารอีกหน่วยหนึ่งคือ กองดุริยางค์ทหารอาการ ซึ่งก็มีสถานีวิทยุทหารอากาศอยู่ด้วย นักจัดรายการข่าวชื่อดัง  “วุฒิ​ เวณุจันทร์”​ ก็จัดรายการ “ข่าวสี่มุมเมือง” อยู่ที่นี่ด้วย ซึ่ง “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็มักจะแวะมาหาเพื่อนรัก “ไอ้ป๊อก”(นามสมมุตติ) อยู่บ่อยๆเช่นกัน “ไอ้ป๊อก” เขาเป็นนักร้องประจำโรงเรียนเพราะมีพ่อเป็นทหารอากาศอยู่ที่กองดุริยางค์ทหารอากาศจึงรักการร้องเพลงแล้วเสียงของมันก็ออกแววลูกทุ่งบ้านนอกที่ไพเราะจับใจเสีด้วย จึงถูกดันให้ขึ้นเวทีร้องเพลงบ่อยๆในงานของโรงเรียน “ไอ้ป๊อก”กับ “หนุ่ย ประตูน้ำ” เป็นเพื่อนรักที่คบกันมายาวนานจนต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง ด้านฝั่งตรงข้ามซอยงามดูพลีนอกจากมีชุมชนบ่อนไก่ ชุมชนกรมทหารสื่อสารฯแล้ว ยังมีสนามมวยลุมพินี สมัยรุ่นบุกเบิกยังไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลมตั้งอยู่ที่ตรงนี้ด้วย เป็นโครงสร้างไม้ฝ้าระแนงหรือที่เรียกว่า ไม้หน้า 3 ตีรอบเป็นวงกลมล้อมรอบเหมือนบ่อนไก่ ตีปิดรอบด้านด้วยไม้อัด มีมวยชกทุกอาทิตย์ วันไหนมีมวยรถจะติดเอามากๆทีเดียว ถัดไปสักเกือบ 1 กิโลเมตร ก็มีโรงเรียนเตรียมทหารแหล่งผลิตนักเรียมเตรียมทหารตัวน้อยๆไปเป็นนายทหารตัวใหญ่ระดับบิ๊กของประเทศหลายคน สิ่งแวดล้อมเหล่านี้จึงเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ขัดเกลาให้ “หนุ่ย ประตูน้ำ” มีเส้นทางชีวิตที่หลากหลายในเวลาต่อมา

***ช่วงเรียน ม.ศ.1 ที่กัลยานุเคราะห์ “หนุ่ย ประตูน้ำ” คิดอยากทำงานช่วยพ่อแม่หาเงิน ซึ่งพ่อของ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ที่ Silver Sand Night Club แถวย่านพัฒน์พงษ์ (สีลม ซอย 4 ปัจจุบัน) เป็นดงธุรกิจของคนกลางคืนในสมัยนั้น มีเงินเดือน 800 บาท ในขณะที่ทองคำราคาเพียงบาทละ 400 บาท ซึ่งก็ถือว่าแพงมากแล้วในสมัยนั้น (พ.ศ.2511) เป็นไนต์คลับที่เป็นแหล่งบันเทิงเริงรมย์ของนักท่องราตรี รวมทั้งทหารอเมริกันในยุคจี.ไอ. มีวงดนตรีแนวเล่นสด นักร้องดังในยุค 70 ต่างก็เคยผ่านการร้องเพลงที่นี่มาก่อนทั้งนั้น เช่น อาแดง-อรวรรณ วิเศษพงศ์ วงกรีนแอปเปิ้ล, อาต้อย เศรษฐา ศิระฉายา วงดิอิมพอสซิเบิ้ล, อาสูต วิสูต ตุงคะรัตน์ วงซิลเวอร์แซนด์ตามชื่อร้าน ฉายา เอลวิสเมืองไทย เป็นต้น งานที่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ไปสมัครทำครั้งแรกในชีวิตคือ “เด็กเดินขายหนังสือความรู้รอบตัว

***ร้านขายหนังสือที่ว่าอยู่แถวสนามหลวง ขายหนังสือความรู้รอบตัวทั่วไปกับหนังสือนิยายสั้นที่เรียกว่า “พ็อคเก็ตบุ๊ค” เขาจะให้เด็กๆนั่งรถไปกับเขาพอถึงย่านชุมชนหรือเขตโรงเรียนก็จะปล่อยให้เด็กขายหนังสือลงไปเดินเร่ขายหนังสือ ต้องแต่งชุดนักเรียนเดินขายให้กับผู้คนที่สัญจรไปมา นั่งกินก๋วยเตี๋ยว กินข้าวแกง อาหารตามสั่งที่ตั้งโต๊ะอยู่ริมฟุตบาท มีทั้งหนังสือความรู้รอบโลก ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้ งานฝีมือ คู่มือเรียนหนังสือของนักเรียนประถมและมัธยม หนังสือเพลงพร้อมคอร์ดกีตาร์ หนังสือนิยายอ่านเล่น หนังสือเกี่ยวกับอาชีพทำมาค้าขาย “หนุ่ย ประตูน้ำ” ไปเดินขายหนังสืออยู่ได้ 10 วัน ขายหนังสือไม่ได้สักเล่ม แม่เลยให้ไปลาออกมาตั้งใจเรียนหนังสืออย่างเดียวดีกว่า ซึ่งเจ้าของร้านขายหนังสือก็ยังใจดีให้เงินค่าแรงมา 100 บาท นี่คือเงินก้อนแรกที่ได้จากการทำงาน ตกวันละ 10 บาทเท่านั้นก็ยังดี สมัยนั้น 10 บาทก็กินก๋วยเตี๋ยวได้หลายชามอยู่ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวทั่วไปก็ขายชามละแค่ 2 บาท 3 บาท สำหรับเด็ก ลูกชิ้น 10 ลูกล้นชามเลยทีเดียว

***หลังจากที่ลาออกจากงานเด็กเดินขายหนังสือความรู้ทั่วไป ก็กลับมาตั้งใจเรียนเต็มที่จนจบมัธยมต้น (ม.ศ.3) ที่โรงรียนกัลยานุเคราะห์ ระหว่างเรียนอยู่ชั้น ป.7 ความที่เป็นคนรักการวาดรูปก็วาดรูปเล่นเรื่อยเปื่อยไป ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่ญี่ปุ่นที่ฉายในทีวีสมัยนั้น เช่น อุลตร้าแมนบ้าง ไอ้มดแดงบ้าง มนุษย์ไฟฟ้าบ้าง ยอดมนุษย์สายรุ้งบ้าง โกลด้า กาโม่ บ้าง เลยเอามาลองวาดเลียนแบบตามหนังสือการ์ตูนดู ต่อมาก็ลองทำเป็นหนังสือการ์ตูนเองบ้างในสมุดลายไทย 40 แผ่นสมัยนั้น เป็นสมุดที่หน้าปกเป็นลายไทย ข้างในเป็นกระดาษขาวมีเส้นบรรทัดให้เรียบร้อยสำหรับคัดลายมือ เอามาตีช่องการ์ตูนเอง วาดภาพด้วยปากกาลูกลื่นยี่ห้อดังตอนนั้นคือ “ยี่ห้อ Big” เขียนเอง-วาดเองเป็นเรื่องเป็นราวเอามาโชว์ให้เพื่อนดู เพื่อนๆก็ชอบ มาขอเอาไปดูเล่นบ่อยๆ เลยเขียนเลยวาดไปใหญ่จนคล่องมือ นี่จึงเป็นที่มาของการทำหนังสือเองครั้งแรกของ”หนุ่ย ประตูน้ำ” ที่เรียกว่า “หนังสือทำมือ” เพราะไม่ได้พิมพ์

***หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมต้นที่กัลยานุเคราะห์ด้วยเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยค่อนข้างดีที่ 69 % เพื่อนๆที่เขาหัวดีกว่าเราเขาก็เลือกไปสอบเข้าที่โรงเรียนเตรียมอุดม, โรงเรียนสวนกุหลาบ, โรงเรียนสันติราษฎร์, โรงเรียนวัดสุทธิฯ, โรงเรียนวัดนวลนรดิต, โรงเรียนเซ็นท์จอห์น ส่วนเพื่อนผู้หญิงก็เลือกไปสอบเข้ากันที่ โรงเรียนสตรีวิทย์, โรงเรียนศึกษานารี, โรงเรียนศรีอยุธยา โรงเรียนเกรดดีๆในสมัยนั้นทั้งสิ้น แล้วแต่ละคนก็สอบติดกันเสียด้วย ส่วน “หนุ่ย ประตูน้ำ” ด้วยความเป็นคนไม่ค่อยเจียมบอดี้ตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ก็เลือกไปสอบที่โรงเรียนสวนกุหลาบทั้งที่ตัวเองมีดีแค่ภาษาอังกฤษกับภาษาไทยแล้วก็วาดรูปเท่านั้น ผลที่ออกมาก็แน่นอนล่ะครับ สอบไม่ติด!!! เดือดร้อนพ่อแม่ต้องหาที่เรียนให้ “นายธาดา” โชคยังดีที่เพื่อนของ “พี่นิด” (นามสมมุติ) พี่ชายลูกพี่ลูกน้องกันกับ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ชื่อ “พี่โจ๊ก” (นามสมมุตติ) อาสาพาไปสมัครสอบที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เพราะเขาเปิดสอบคักเลือกนักเรียนเข้าเรียนรอบ 2 พอดี และยังช่วยย้ายชื่อ “นายธาดา สองสมุทร” ให้เข้าไปอยู่ในทะเบียนของ “พี่โจ๊ก” ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพราะเด็กที่จะเข้าโรงเรียนหลวง (โรงเรียนของรัฐ) ในเขตไหนของกทม.ต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ของเขตนั้นจึงจะสอบเข้าได้ ด้วยความเมตตาของ “พี่โจ๊ก” ประกอบกับโรงเรียนเทพศิรินทร์เป็นโรงเรียนหลวงอันดับ3 ของประเทศเวลานั้น เป็นรองก็แต่เตรียมอุดมและสวนกุหลาบเท่านั้น จึงเป็นทั้งแรงกดดันและแรงบันดาลใจให้ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ต้องพยามสอบเข้าให้ได้ ถ้าสอบเข้าไม่ได้ทีนี้ต้องไปเรียนต่อที่วัดชัยมงคลย่านฝั่งธนโน่นแหละ เพราะไม่ต้องสอบ จ่ายเงินบำรุงให้โรงเรียนก็เข้าเรียนได้เลย

***จะด้วยบุญพาวาสนาหนุนหรือบุญยังพอมีทั้งที่สมองไม่ให้ก็ไม่รู้ได้ “หนุ่ย ประตูน้ำ” สอบติดเทพศิรินทร์อันดับที่ 50 อันดับสุดท้ายพอดี เพราะม.ปลายรุ่นนี้เขารับแค่ 50 คน โดยดูเกรดคะแนนวิทยาศาตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เพื่อคัดลงโปรแกรมซึ่งมีอยู่ 5 โปรแกรม  คือ โปรแกรม 1 วิทย์-ชีวะ โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมเดียวที่สามารถสอบเอ็นทรานซ์เรียนต่อคณะแพทยศาสตร์ได้ โปรแกรม 2 วิทย์-คณิต เด็กโปรแกรมนี้มักไปสอบเข้าคณะวิศวะ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเภสัช โปรแกรม 3 ศิลป์-คำนวณ สายนี้มักไปสอบคณะสถาปัตย์ บัญชี บริหาร โปรแกรม 4 ศิลป์-ภาษา โปรแกรมนี้ มักไปสอบคณะอักษรศาตร์ ครุศาสตร์ และโปรแกรม 5 เรียกง่ายๆตามยุคนั้น ศิลป์-พละ โปรแกรมนี้ส่วนใหญ่ไปสอบในคณะที่เรียนไปเป็นครู ไม่ได้จบไปเป็นนักกีฬาหรอกนะ อย่างมากก็ไปเป็นครูพละแค่นั้นเอง สรุป “หนุ่ย ประตูน้ำ” มีคะแนนเฉลี่ยได้เรียนโปรแกรม 1 ซึ่งจะได้ไปเรียนเป็นหมอได้ คิดในใจอยู่ต้อนนั้นว่า “ โอ้…เรานี่มันก็แน่เหมือนกันว่ะ !” โดยมีเลขรหัสประจำตัว “ ทศ.19047”

***ระหว่างเรียนอยู่เทพศิรินทร์ก็ไม่ได้เป็นเด็กเรียนที่เรียนดีอะไรนักหนา แม้จะนั่งโต๊ะเรียนแถวหน้าคู่กับเพื่อนซี๊ “ไอ้หมง” (นามสมมุติ) ซึ่งตอนสอบเข้ามันนั่งอยู่หลังเราพอดี สอบได้ด้วยกันทั้งคู่จึงมีเลขรหัสเรียงต่อกันคือ “ทศ.19048” ตั้งแต่นั้นก็ได้เป็นลูกแม่รำเพยด้วยกันมาตลอดจนแยกย้ายกันไปเอ็นทรานซ์ ดอกไม้ประจำโรงเรียนคือดอกรำเพย นักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์จึงเรียกตัวเองว่าเป็น “ลูกแม่รำเพย” ซึ่งต่อมากลายมาก็เป็นนามปากกาหนึ่งในการแต่งโคลงกลอนของ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ว่า”ช่อรำเพย” แต่ไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไหร่ เพราะทำมาหากินกับเรื่องสั้นขำขันมากกว่า สีประจำโรงเรียนคือ สีเขียวกับสีเหลือง ก็จะเรียกว่า “ลูกเขียว-เหลือง” อันนี้ไม่เคยนำมาใช้เป็นนามปากกา

***วันเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเวลาสำคัญของการศึกษาเล่าเรียนต่อ ด้วยความอยากเป็นหมอรักษาคน ประกอบกับความไม่เจียมบอดี้ของตัวเองอีกนั้นแหละ เลือกคณะสอบเอ็นทรานซ์เป็นแพทย์ 2 อันดับคือ อันดับ1 แพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันดับ 2 แพทย์ศาสตร์ศิริราช ยังเจียมบอดี้ไม่พอ อันดับ 3 เลือก เทคนิคการแพทย์ มหิดล อันดับ 4 วิทยาศาสตร์ จุฬาฯ อันดับ 5 วิทยาศาสตร์ ประสานมิตร (มศว.) ทั้งอาจารย์และผู้สันทัดกรณีต่างก็ติงกันว่า ถ้าเลือกลงโปรแกรมแบบนี้ “ร่วงลูกเดียว” เพราะทั้งคะแนน คณิตศาสตร์ ฟิสิค เคมี ซ่อมมาทุกภาค มีเพียงชีวะวิทยาวิชาเดียวที่ได้เกรด 3 ถ้าร่วงอันดับต้นๆ มีหวังร่วงหมดทั้งแผง แต่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็ไม่หวั่นเพราะความทะเยอมะยานสูง หรือจะเรียกว่าความดันทุรังสูงเสียมากกว่า

***เมื่อวันประกาศผลเอ็นทรานซ์มาถึงที่สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “หนุ่ย ประตูน้ำ” กับเพื่อนๆก็ไปลุ้นดูรายชื่อของตัวเองจะติดบอร์ดคณะไหน เพื่อนๆที่ไปไล่ดูรายชื่อของตัวเองต่างส่งเสียงเฮฮาดีใจ “กูติดคณะวิทย์” อีกคนก็ว่า “กูติดวิดวะ (วิศวะ)” อีกคนที่ไม่ได้มาด้วย แต่แอบมาลุ้นแต่เช้าแล้วติดหมอศิริราช มีติดคณะเภสัชก็มี “หนุ่ย ประตูน้ำ” แอบลุ้นระทึกในใจ เพื่อนๆติดกันหมด “กูก็ต้องติดสักคณะล่ะวะ” ป้ายนำทางบอกเลขรหัสสอบของ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ให้ไปดูที่บอร์ด 13 แผ่นที่ 2 “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็รีบไปดูตามลายแทงบอก บอร์ดที่ 13 แผ่นที่ 2 มีอยู่ 10 รายชื่อ ไล่ดูจากบนลงล่าง ไม่มีชื่อ “นายธาดา สองสมุทร” อยู่เลย คิดในใจ “เขาคงพิมพ์ชื่อเราตกมั๊ง” ตะโกนบอกเพื่อนให้มาช่วยหาชื่อให้ที เพื่อนก็มาช่วยกันไล่รายชื่อดูให้ แล้วตะโกนบอกกลับมาแทบจะพร้อมกันว่า “ไอ้ดา ! มึงไม่มีชื่อ มึงสอบไม่ติดโว๊ย !” แสงอาทิตย์ร้อนฉ่าที่ส่องลงกลางหัวเย็นวูบเป็นธารน้ำแข็งไปในบัดดล ยืนงวยงงอยู่พักใหญ่ก่อนจะเข้าไปดูใบประกาศผลด้วยตัวเองซ้ำอีกครั้ง ไล่รายชื่อแล้วไล่รายชื่ออีกก็ไม่มีชื่อ “นายธาดา สองสมุทร” เสียงตะโกนก้องอยู่ในหูตัวเองจนแก้วหูแทบแตก “กูสอบเอ็นฯไม่ติดเลยสักที่เดียวหรือวะเนี่ย โอ้ ! พระเจ้า !”

***เพื่อนๆที่สอบเอ็นฯติดตามความตั้งใจต่างพากันไปกินเกาเหลาเครื่องใน-เลือดหมูสามย่านเจ้าดัง “หนุ่ย ประตูน้ำ” กินอะไรไม่ลง นั่งรถเมล์กลับบ้านด้วยจิตใจเลื่อนลอย “ฝันสลายเป็นเสี่ยงๆ กูจะไปทางไหนดีวะนี่” กลับมาถึงบ้าน พ่อแม่ช่วยกันปลอบใจ หมอมันเรียนยาก ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไปหาเรียนสายพาณิชย์เอาดีกว่า จบมาก็หางานทำมีเงินเดือนดีๆกินได้กับเขาเหมือนกัน “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็ยังคิดไม่ออก ณ ตอนนั้นว่าจะไปเรียนอะไรที่ไหนต่อดี มีเพื่อนๆที่เอ็นฯไม่ติดบางคนบอกว่า ปีหน้ากูจะเอ็นฯใหม่อีกครั้ง บางคนก็ว่า กูจะไปเรียนรามฯ (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ก็ได้ มีคณะให้เรียนเยอะแยะ มีที่เรียนไว้ก่อนปีหน้าเอ็นฯใหม่ ถึงไม่ติดก็ยังมี่ที่เรียนอยู่ การตัดสินใจ ณ เวลานั้น เริ่มผุดขึ้นในสมองไอเดียต่ำแต่ความทะเยอทะยานสูง “หนุ่ย ประตูน้ำ” จึงไปซื้อใบสมัครม.รามฯมาดูคณะต่างๆที่เปิดสอนไว้ก่อน ไอเดียบ่เจียมบอดี้เกิดขึ้นอีก “เอาวะ ! ดีกว่าอยู่เปล่าๆไปปีนึง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยก็ได้ หาเงินเรียนเองช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระ มีโอกาสก็ลองเอ็นฯใหม่ดูอีกครั้ง สุดท้าย “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็เลือกลงที่คณะบริหารธุรกิจ เอกประชาสัมพันธ์ นั่นจึงเป็นก้าวที่ 2 ของการเข้าสู่วงการตัวอักษรและน้ำหมึกของว่าที่ “นักเขียนไส้แห้ง” ถึงไม่ได้เป็น “หมอ” ได้เป็น “นักเขียนไส้แห้ง” ก็ยังดีกว่าเป็น “หมาเห่าใบตองแห้ง”

***เรื่องราวบนถนน “ตัวหนังสือกับปากกา Big” ของ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ไม่ได้ราบรื่นรวดเร็วเหมือนรถไฟหัวจรวดชินคังเซ็น ชีวิตยังคงกระท่อนกระแท่น แม้ถึงไม่สูงสุดแต่ก็ไม่ต่ำเตี้ย ไว้ Ep.หน้าจะเล่าให้ฟังกันต่อไปครับ

ยังไปต่อ ไม่ได้พอแค่นี้

ขอบคุณสำหรับการติดตาม

สวัสดีพี่น้องชาวเชียงราย

เสาร์ 7 มีนาคม 2569

#MyStory #Nui Pratoonum #เชียงรายทูเดย์

(สนับสนุนบทความโดย ร้านพลอยมณีวัฒน์-ศูนย์โอท็อปน้ำพุร้อนทวีสิน อ.เวียงป่าเป้า โทร.053-679-331, เครื่องกรองน้ำโคเวย์ รุ่น My Ice กรองน้ำ 3 อุณหภูมิ น้ำปกติ น้ำร้อน น้ำเย็น และทำน้ำแข็งได้ในตัว ตัวแทนศูนย์เชียงราย 093-156-3085)

Loading