17 มีนาคม 2026

chiangraitodaynews

chiangraitodaynews

My Story @ Nui Pratoonum Ep.4 เรียนหนังสือ “ม.รามฯ” ทำงานเสิร์ฟน้ำที่ “ปิกัสโซ่ อาบ อบ นวด “ปาน สีแดง” นักเขียนเรื่องสั้นดังชวนไปเขียนเรื่องสั้นขำขัน จุดกำเนิด “หนุ่ย ประตูน้ำ” ขวัญใจหมอนวด-คนกลางคืนท่องราตรี

(ชื่อบุคคลและชื่อสถานที่บางชื่อในบทความเป็นชื่อสมมุตเพื่อเดินเรื่องตามเค้าโครงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นส่วนตัวเท่านั้น)

แค่เด็กเรียนไม่ได้มีประสบการณ์ สมัครเด็กเสิร์ฟก็ได้เป็น “กัปตัน”

***ตามที่เคยอรัมภบทใน Ep.1-Ep.3 ในเรื่องชื่อและนามสกุลรวมทั้งนามปากกา “หนุ่ย ประตูน้ำ” มาแล้ว ในช่วงที่เรียนอยู่ที่ ม.รามฯ (มหาวิทยาลัยรามคำแหง) “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็ยังคงเส้นคงวาในการเรียนที่ไม่ค่อยได้เรื่องโดยตลอด มาเรียนที่รามฯยิ่งไปกันใหญ่ เพราะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นการเรียนแบบไม่บังคับเข้าชั้นเรียน ขอให้สอบผ่านก็ถือสอบได้แล้ว ซึ่งจะมีเกรดคะแนนแบ่งเป็น 3 เกรดได้แก่ เกรด G คือดีมาก เกรด P คือสอบผ่านหรือจะเรียกว่าพอใช้ได้ก็ได้ และ เกรด F คือสอบตกต้องลงเรียนใหม่วิชานั้นอีก 1ภาคเรียน แล้วสอบใหม่ ถ้าสอบอย่างต่ำได้ P ก็ถือว่าสอบผ่านวิชานั้นได้ ถ้าติด F อีก ก็ต้องลงเรียนใหม่สอบใหม่ไปจนกว่าจะผ่านวิชานั้น วิชาที่สุดหินที่สุดสำหรับ “หนุ่ย ประตูน้ำ” คือ แคลคูลัส (คณิตศาสตร์) มี 2 เล่ม บัญชีมี 4 เล่ม วิชาการเมืองการปกครอง ที่ท่านอาจารย์ รศ.สุขุม นวลสกุล เป็นผู้สอน ใน 2 วิชาแรกเป็นวิชาที่เกี่ยวกับคำนวณตัวเลขและสูตรคณิตศาสตร์ “หนุ่ย ประตูน้ำ” สอบไม่เคยสอบผ่านเลยทั้ง 4 เล่ม ส่วนวิชาการเมืองการปกครองของ อ.สุขุม นวลสกุล ที่เป็นวิชาท่องจำง่ายๆ แต่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็สอบไม่เคยผ่านเลยสักครั้งเหมือนกัน สอบมา 5-6 ครั้งแล้วก็ยังไม่ผ่านอยู่ดี จน อ.สุขุมเริ่มเอียนกับลูกศิษย์คนนี้ถึงกับเอ่ยปากออกลูกแซวๆว่า เมื่อไหร่คุณจะผ่านวิชานี้สักทีนะเนี่ย เอาล่ะ ! สอบครั้งหน้าคุณจะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมก็จะให้คุณผ่านไปก็แล้วกันนะ เบื่อเห็นหน้าเบื่อสอนคุณแล้ว แล้วท่านก็อมยิ้มแบบเอือมๆกับลูกศิษย์ปัญญาอ่อนสมองทึบคนนี้จริงๆ

***เอาเข้าจริง “หนุ่ย ประตูน้ำ” เรียนคณะบริหารธุรกิจที่ม.รามฯจนครบ 8 ปีก็ยังไม่จบ จนต้องลงสมัครเป็นนักศึกษาใหม่รอบ 2 จะเรียกว่า รีไทร์แล้วแอดเลิอร์นใหม่ก็ว่าได้ คราวนี้ย้ายมาลงคณะมนุษย์ศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ โทสื่อสารมวลชน หนีวิชาคณิตศาสตร์ คำนง คำนวณอะไรต่างๆที่เกี่ยวกับตัวเลข เลี่ยงมาลงในวิชาที่ถนัดคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และศิลปะ ก็ทำท่าจะไปได้สวย แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความทะเยอทะยานสูง บวกกับความเชื่อมันในตัวเองสุดโต่ง บวกกับความไม่เจียมบอดี้ที่ฝังอยู่ในยีนส์โครโมโซมที่มีอยู่มาก เรียนมาจนครบ 12 ปีก็ยังหาปริญญาตรีไม่เจอสักที ซึ่งตลอดช่วงที่เรียนรามฯมาทั้งสองรอบก็ทำงานควบคู่กับการเรียนไปด้วย เริ่มจากงานเป็นตัวแทนขายหนังสือเอนไซโคปีเดีย ของบริษัท ทาวเวอร์ เบรน อินเตอร์เนชั่นแนล (Tower Brain International) ขายหนังสือสารานุกรมความรู้ หนังสือความรู้วิชาการต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษทุกเล่ม ทำอยู่ได้แค่ 6 เดือนก็ต้องลาออกเพราะประสบอุบัติเหตุรถสองแถวใหญ่ที่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” นั่งไปหาลูกค้าเกิดเฉี่ยวชนกับรถตู้พลิกคว่ำคะมำหงายอยู่แถวย่านสำโรง กทม. ตั้งใจนั่งรถไปหาทำเลขายหนังสือแบบเดินขายน็อคดอร์ (Knock Door) ดันโชคไม่เข้าข้างรถคว่ำได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนัก แผ่นหลังครูดไปกับพื้นถนนเป็นแผลถลอกหนังลอกออกมาเป็นแผ่นๆ หัวกระแทกโครงเหล็กรถจนเป็นแผลแตกกลางหัวเย็บ 4 เข็ม ต้องพักรักษาตัวอยู่เกือบ 3 เดือนกว่าจะหายดีเป็นปกติ

***พอร่างกายเริ่มแข็งแรงดีขึ้นก็เริ่มฟิตอยากจะเรียนรามฯต่อ อยากจะทำงานหาเงินเรียนเองใช้เองไม่ต้องเป็นภาระพ่อแม่ใหม่อีกครั้ง นั่งรถเมล์ตระเวนหางานอยู่ 2-3 วัน ที่สุดก็ไปสมัครเป็นเด็กเสิร์ฟอาหารที่ร้าน “อาเซียน สุกี้ คาเฟ่” ในเครือ “โรงแรมไมอามี่” ซอยสุขุมวิท 14 ซอยเดียวกับโรงแรมแอมบาสเดอร์ โรงแรมดังระดับบิ๊กสมัยนั้น (พ.ศ.2525-2526) “เฮียตั๊ง” (นามสมมุติ) เจ้าของโรงแรมก็รับไว้เป็นหัวหน้าเด็กเสิร์ฟ หรือที่เรียกว่า “กัปตัน” ประจำร้าน “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็นึกแปลกใจว่าทำไม “เฮียตั๊ง” จึงรับเข้าทำงานทันทีโดยไม่ถามอะไรแถมยังให้เป็นหัวหน้าเสียด้วย แค่ถามว่ายังเรียนอยู่ไหม ก็บอกเฮียแกไปว่าเรียนรามฯปี 1 อยู่ เฮียตั๊งก็ว่า “อั๊วชอบคนเรียนหนังสือ ทำงานหาเงินเรียนเอง” แค่นั้น แกตั้งเงินเดือนให้ 1,200 บาท ถ้าผ่านงาน 3 เดือนแล้วจะให้เป็น 1,800 บาท ด้วยการที่เพิ่งอกหักมาจากการสอบเอ็นทรานซ์ไม่ติดหมอมาหมาดๆกับต้องหาเงินเรียนหนังสือที่รามฯ อยู่ๆก็ได้เป็น “ลูกพี่” เป็นหัวหน้าคน ก็ให้กระหยิ่มใจออกอาการทะเยอทะยานสูงไม่เจียมบอดี้ขึ้นมาอีก จึงขออนุญาต “เฮียตั๊ง” สอนภาษาอังกฤษคำง่ายๆให้เด็กเสิร์ฟในร้านที่มีกันอยู่ 4 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด ไว้ใช้พูดคุยเจรจากับแขก เวลาประชุมงานตอนเช้าทุกวันที่เรียกว่า “มอร์นิ่ง บริฟ” (Morning Brief) เช่นคำว่า “Good morning-สวัสดีตอนเช้า”, “Good Afternoon-สวัสดีตอนกลางวัน”, “Thank You Very Much-ขอบคุณมาก”, “What do you like soft drink-จะรับเครื่องดื่มอะไรดีครับ (ค่ะ), “what do you like some food-รับเป็นอาหารอะไรทานดีครับ (ค่ะ), Enjoy your breakfast-Enjoy your lunch-ขอให้มีความสุขกับอาหารเช้าครับ (ค่ะ)-ขอให้มีความสุขกับอาหารมื้อเที่ยงครับ (ค่ะ), I’m sorry-ขอโทษครับ (ค่ะ) อะไรประมาณนี้ จนเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาเซียนสุกี้คาเฟ่สามารถทักทายกับแขกฝรั่งได้คล่องปร๋อพอๆกับเวทเตอร์ (Waiter) โรงแรมดัง จน “เฮียตั๊ง” แปลกใจว่าเด็กเสิร์ฟสาวในร้านคุยต้อนรับแขกฝรั่งได้อย่างดี แกเลยเรียกแกมหยอก “หนุ่ย ประตูน้ำ” ว่า “ไอ้บัณฑิต” ซ้ำลูกน้องของ “กัปตัน หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็เป็นผู้หญิงสาวสวยน่ารักทั้งหมด ทำให้ “หนุ่ย ประตูน้ำ” มีความสุขกับการทำหน้าที่ “กัป-ปิ-ตัน” ที่ห้องอาหารแห่งนี้ไม่น้อยเลยที่เดียว จนคิดสร้างเป้าหมายใหม่อยากเป็นเจ้าของร้านอาหารขึ้นมาอีกแล้ว

จากเสิร์ฟอาหารมาเสิร์ฟเบียร์ดงโลกีย์

***ในขณะที่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ทำงานเป็นกัปตันห้องอาหารอาเซี่ยนฯอยู่ได้ยังไม่ถึงเดือนดี “แม่น้อย” แม่ของ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็เกิดสงสารลูกขึ้นมาอีก ขอให้ลาออกด้วยเหตุผลเดิมๆว่าเอาเวลามาไปตั้งใจเรียนหนังสือให้มันจบเร็วๆ จะได้ทำงานดีๆมีเงินเดือนสูงๆนะลูก แต่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็ออกเหตุผลเดิมๆเหมือนกันว่า อยากทำงานช่วยแบ่งเบาภาระให้พ่อให้แม่ได้บ้าง สุดท้าย “แม่น้อย” ก็ขัดแรงรบเร้าของลูกชายไม่ได้ จึงยอมให้ไปทำงานเสิร์ฟน้ำอยู่ที่ “ปิกัสโซ่ อาบอบนวด” (ชื่อสมมุต) ที่ “พ่อหมุย” พ่อของ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ทำงานเป็นเช็คเกอร์บัญชีอยู่ดีกว่า เพราะจะได้อยู่ใกล้หูใกล้ตาพ่อ และจะได้มาทำงานแล้วกลับบ้านพร้อมกันกับ “พ่อหมุย” จะได้ช่วยดูแลพ่อด้วย อีกอย่างที่สำคัญคือรายได้ดีกว่าร้านอาเซี่ยนฯหลายเท่า ข่าวว่าเด็กเสิร์ฟที่นี่ได้ทิปจากแขกนักเที่ยววันละ 200-300 บาท ซึ่งสมัยนั้นถือว่ารายได้ดีกว่าเงินเดือนผู้จัดการเสียอีก “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็ทนแรงรบเร้าของ “แม่น้อย” ไม่ไหวเหมือนกัน จึงไปบอกลาออกกับ “เฮียตั๊ง” ขอไปทำงานกลางคืนกะเดียวอยู่กับพ่อที่ “ปิกัสโซ่ อาบ อบนวด (ชื่อสมมุต)  ริมคลองแสนแสบ ย่านประตูน้ำ “เฮียตั๊ง” ก็บ่นว่าเสียดาย ยังอยู่ด้วยกันไม่นานเลยถ้าเอ็งอยู่ไปสัก 2-3 ปี เอ็งเก่งขึ้นกว่านี้ก็จะให้ไปเป็นผู้จัดการที่โรงแรมไมอามี่ แล้ว “เฮียตั๊ง” ก็ให้อาซ้อคิดเงินค่าแรงให้ 13 วัน วันละ 40 บาท ได้เงินมา 520 บาท ทิปแบ่งอีก 100 กว่าบาท แต่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ไม่เอาเงินทิป ยกให้เด็กๆลูกน้องไปทั้งหมด ส่วนเงินค่าแรงที่ได้มาก็แบ่งให้แม่ 400 เหลือ 120 เอาไว้เป็นทุนไปทำงานที่ใหม่ในตำแหน่งเด็กเสิร์ฟอาหาร-เครื่องดื่มบนห้องบริการ หรือที่เรียกว่า “รูมเวอร์วิส” (Room Service) นั่นแหละ

นั่งโอเปเรเตอร์ก่อนมาเดินเสิร์ฟน้ำรับแขก

***วันแรกที่ไปทำงานที่ “ปิกัสโซ่ อาบ อบ นวด” (ชื่อสมมุต) ก็ยังไม่ได้ไปเป็นเด็กเสิร์ฟเสียเลยทีเดียว ไปนั่งเป็นโอเปอเรเตอร์โทรถามต่อชั่วโมงนวดให้แขกไปก่อนเกือบปี ถึงจะได้มาเป็นเด็กเสิร์ฟที่มีทิปมากกว่าเงินเดือนผู้จัดการโดยความเมตตาของ “โกเต้ง” (นามสมมุต) เจ้าของสัมปทานบาร์น้ำในสถานบริการอาบ อบ นวดแห่งนี้ ที่แกรู้จักคุ้นเคยกับ “ป๋าหมุย” เป็นอย่างดี เพราะเป็นคนเก่าคนแก่รับใช้เจ้านายมาหลายปีดีดัก ตั้งแต่ “ซิลเวอร์แซนด์ ไนต์คลับ” มาพร้อมๆกัน (หนุ่ย ประตูน้ำจะเรียกพ่อว่า “ป๋า” ตามบุรุษสรรพนามของคนปักษ์ใต้ ที่มักเรียกพ่อว่า “ป๋า” มาตั้งแต่เกิด) ซึ่งในช่วงแรกที่คาเฟ่เด็กเสิร์ฟยังไม่มีใครลาออกก็เลยให้มานั่งโอเปอเรเตอร์ไปพลางก่อน  

***”หนุ่ย ประตูน้ำ” นั่งโอเปอเรเตอร์อยู่ได้ 3 เดือนถึงจะได้ไปเป็นเด็กเสิร์ฟสมใจ นั่งคู่กับ “ไอ้น้อย” โอเปอเรเตอร์ สายเมาหน้านิ่งยิ่งกว่าแฟรงเก้นสไตน์ ก่อนที่มันจะย้ายไปนั่งเป็นแคชเชียร์ชั่วคราวแทนคนเก่าที่ลาไปคลอดลูก ซึ่งแคชเชียร์กับโอเปอเรเตอร์ต้องนั่งคู่กัน เลยกลายเป็นเพื่อนซี้คนแรกในเวลานั้น และ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็ยังตกเป็นเป้าสายตาของหมอนวดสาวน้อยสาวใหญ่ที่มายืนตอมเกาะเคาว์เตอร์โอเปอเรเตอร์กันหึ่งไปหมด เป็นจุดเริ่มใจแตกของนักศึกษาหนุ่มว่าที่นักเขียนไส้แห้ง

***“หนุ่ย ประตูน้ำ” นั่งกดคีย์โทรศัพท์มันมือไป 3 เดือน จนเกิดไปเดียไม่เจียมบอดี้ต่อมาอีกว่า น่าจะไปทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์โรงแรมใหญ่ๆได้เหมือนกันนะเรา ภาษาอังกฤษเราก็ไม่ใช่กระจอก แต่เอาล่ะ ฝันไปก่อนค่อยว่ากัน พอครบ 3 เดือน ตำแหน่งหน้าที่เด็กเสิร์ฟน้ำห้องนวดก็มาถึง ต้องแต่งชุดเสื้อเชิตสีขาวผูกหูกระต่ายสีดำถือถาดอลูมิเนียมสี่เหลี่ยมสีเงินเป็นอาวุธประจำกาย คิดว่า “แหม! เท่ไม่เบา” เพื่อนๆเด็กเสิร์ฟรุ่นพี่แต่อายุอานามก็รุ่นราวคราวเดียวกันนี้แหละมีอยู่ด้วยกัน 4 คน ไอ้สุ ไอ้รงค์ ไอ้ปุย (นามสมมุตทุกคน) รวม “ไอ้หนุ่ย” ด้วยอีกคนเป็น 4 คน มีกัปตันหัวหน้าเด็กเสิร์ฟสายเมาด้วยคือ “โกตวง” ที่ชอบด่าแต่ใจดีตอนเมา ส่วนไอ้สุเขาเป็นขาโจ๋นักเลงย่านประตูน้ำ ไอ้รงค์มันเป็นหนุ่มทรงบ๊อบเพราะไว้ผมยาวทรงบ๊อบแสกกลาง ไอ้ปุยเขาเป็นหนุ่มเทคนิคทรงเด๊ฟ จะใส่กางเกงยีนทรงเด๊ฟคือทรงขาลีบๆนั่นแหละ นักเลงรุ่นเก่าเขาชอบใส่กัน พูดง่ายๆ เพื่อนใหม่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ที่นี่ เป็นชายล้วนประเภทเสือ สิงห์ กระทิง แรด ของจริง ผู้หญิงมีแค่ “เจ๊ฝรั่ง” (นามสมมุต) หัวหน้าบาร์น้ำสาวรุ่นใหญ่คนเดียวเท่านั้น

เด็กฝาก “ป๋าหมุ๋ย” แล้ว “พี่ปาน สีแดง” ก็มา

***ด้วยความที่ “ป๋าหมุย” พ่อของ “หนุ่ย ประตูน้ำ” เป็นคนเก่าคนแก่ของ “นายใหญ่” พวกเด็กเสิร์ฟนักเลงสายประตูน้ำล้วนให้ความเกรงใจ ก็เลยอยู่ในความดูแลของเด็กเสิร์ฟรุ่นพี่เป็นอย่างดีโดยเฉพาะ “ไอ้สุ” ที่คอยส่งเบียร์ฟรีเย็นๆให้ “ป๋าหมุย” ดริงค์ถึงห้องทำงานทุกคืน จึงได้รับการฝากฝังจาก “ป๋าหมุย” ให้ช่วยดูแล “ไอ้สุ”เลยกลายเป็นบอดี้การ์ดดูแลน้องหนุ่ยให้ “ไอ้สุ”มันจะสอนวิธีเสิร์ฟเครื่องดื่ม-เหล้า-เบียร์-กับแกล้มให้ ตั้งแต่วิธีถือถาด วิธีรินเบียร์-ชงเหล้า วิธีถามออร์เดอร์จากแขกและหมอนวด และวิธีปะเหลาะเอาเงินทิปจากแขก ห้องแรกที่ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ไปบริการเสิร์ฟเบียร์วุ้นให้แขกกับน้ำส้มคั้นสดให้หมอนวดได้รับทิปมา 20 บาทแบบง่ายๆ เด็กเสิร์ฟที่นี่ต้องจัดคิวรับแขก ได้แขกแบบไหนก็ต้องไปรับเลือกแขกไม่ได้เหมือนหมอนวดเลย ยกเว้นแต่แขกซี้ของใครแขกก็จะเรียกให้เด็กเสิร์ฟคนนั้นไปเสิร์ฟเอง อันนี้ไม่ว่ากัน เสิร์ฟน้ำวันแรก “หนุ่ย ประตูน้ำ” ได้เงินทิปมาเกือบ 200 บาท เงินตุงกระป๋าเลยทีเดียว เป็นประสบการณ์หาเงินแบบง่ายๆได้เงินทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน แต่มันเป็นประสบการณ์ทางสามแพร่งที่ชักพาให้ “หนุ่ย ประตูน้ำ” มีทางชีวิตที่พลิกผันหักเหไปทั้งสายบุญและสายบาป ที่กลายมาเป็นประสบการณ์ส่งต่อการถ่ายทอดออกมาเป็นงานเขียนหนังสือเรื่องสั้นขำขันแนวคนกลางคืนในเวลาต่อมา ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ “หนุ่ย ประตูน้ำ” ก็ได้รู้จักกับ “พี่ปาน” ปาน สีแดง นักเขียนแนวตลกขบขัน ที่เป็นนักศึกษารามฯรุ่นใหญ่ที่ชอบหาเรื่องแอบมาหา “หนุ่ย ประตูน้ำ” บ่อยๆที่ “ปิกัสโซ่” แล้วแอบหายไปบนห้องนวดอย่างไร้ร่องรอย คบกันนานเข้าพี่ปานก็ชวนไปเขียนเรื่องสันแนวขำขันส่งโรงพิมพ์ชุณหสาส์น ออกหนังสือชื่อ “ยิ้มแป้น” รุ่นเดียวกับ “ขายหัวเราะ”

***อยากรู้เรื่องเส้นทางสายโลกีย์สู่อักษรศิลป์ที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยสายบุญมาก่อน ก่อนจะมาสู่เส้นทางสายสื่อเพื่อสังคมที่ไม่ได้ราบรื่นเหมือนสวรรค์ปูทางให้ จะเป็นด้วยฟ้าลิขิตหรือนรกแกล้งก็ไม่รู้ได้ จนถึงวันนี้ชีวิตสุขสงบแล้วระดับหนึ่ง ต้องอ่านต่อใน Ep.5 และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ติดตามทุกท่านได้มี “ฝันที่เป็นจริง” เป็นของตัวเองจริงๆได้ด้วยเช่นกัน ตราบใดที่ท่านยังมั่นคงต่อใจตัวเองไม่เปลี่ยนแปลง

ยังไปต่อ ไม่ได้พอแค่นี้นะจะบอกให้

ขอบคุณสำหรับการติดตาม

สวัสดีพี่น้องชาวเชียงราย

หนุ่ย ประตูน้ำ

14 มีนาคม 2569      

(สนับสนุนบทความโดย ร้านพลอยมณีวัฒน์-ศูนย์โอท็อปน้ำพุร้อนทวีสิน อ.เวียงป่าเป้า โทร.053-679-331, เครื่องกรองน้ำโคเวย์ รุ่น My Ice กรองน้ำ 3 อุณหภูมิ น้ำปกติ น้ำร้อน น้ำเย็น และทำน้ำแข็งได้ในตัว ตัวแทนศูนย์เชียงราย 093-156-3085)

#MyStory #Nui Pratoonum #เชียงรายทูเดย์

Loading